อจินไตย ๔ เรื่องไม่ควรนำมาคิด
๑. พุทธวิสัย วิสัยของพระพุทธเจ้า
๒. ฌานวิสัย วิสัยของผู้ได้ฌาน
๓. กัมมวิบาก ผลจากกรรม
๔. โลกจินดา ความคิดเรื่องโลก
สิ่งที่เป็นอจินไตย ๔ อย่าง ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาคิด ผู้ที่คิดจะได้รับความลำบากโดยเปล่าประโยชน์ และนำมาซึ่งความทุกข์
อย่างแรกคือ พุทธวิสัย คือวิสัยของพระพุทธเจ้านั้น มีอานุภาพ มีอิทธิฤทธิ์ หรือไม่ มีพระสัพพัญญุตญาณอย่างไร ผู้ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ผู้ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าคิดอย่างไร ก็เข้าไปไม่ถึง
อย่างที่ ๒ คือ ฌานวิสัย วิสัยของผู้ที่ได้ฌานอภิญญา ผู้ที่ไม่ได้ฌานคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่า ทำไมผู้ที่ได้ฌานอภิญญาจึงสามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆ มีเหาะได้ หายตัวได้ ดำดินได้ เป็นต้น ผู้ที่ได้อภิญญาประเภทนั้นๆ เท่านั้นจึงจะรู้ได้
อย่างที่ ๓ กัมมวิบาก คือผลของกรรม คือคนธรรมดาๆ ย่อมไม่อาจรู้ว่า ผลของกรรมที่ตนได้รับอยู่ในปัจจุบันนี้มาจากกรรมอะไร ทำไว้แต่เมื่อใด คิดไปเท่าไรก็คิดไม่ออก ผู้ที่รู้ผลของกรรมได้อย่างถ่องแท้ต้องเป็นผู้ที่ระลึกชาติได้ จึงสามารถจะทราบได้ถูกต้องแท้จริงไม่ผิดพลาด หรือผู้มีบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ที่ระลึกชาติย้อนหลังได้ เพราะฉะนั้น ป่วยการคิดเรื่องผลของกรรมว่ามาจากกรรมไหน เกิดได้อย่างไร เป็นต้น
อย่างที่ ๔ โลกจินดา ความคิดเกี่ยวกับเรื่องโลก เช่น ใครสร้างมนุษย์ พระจันทร์-พระอาทิตย์ ใครสร้างภูเขา ต้นไม้ เป็นต้น คิดไปก็ไร้ประโยชน์เพราะไม่อาจจะรู้ได้
ด้วยเหตุนี้ อจินไตยทั้ง ๔ อย่างนี้ บางท่านอาจจะคิดว่าตนเองคิดแล้วรู้ได้ ซึ่งก็รู้ได้เพียงวิสัยของตนเท่านั้น พระอรหันต์ก็รู้เท่าวิสัยของพระอรหันต์ จะรู้เท่าความรู้ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ท่านจึงเตือนว่า สิ่งทั้ง ๔ นี้ไม่ควรคิด คิดไปอาจเป็นบ้า ลำบากโดยเปล่าประโยชน์ นำความทุกข์มาให้ ทั้งนี้เพราะท่านเหล่านั้นไม่ได้สั่งสมสติปัญญาบารมีความรู้มาเสมอด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งต้องสั่งสมอบรมมาอย่างน้อยถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์ทีเดียว
๑. พุทธวิสัย วิสัยของพระพุทธเจ้า
๒. ฌานวิสัย วิสัยของผู้ได้ฌาน
๓. กัมมวิบาก ผลจากกรรม
๔. โลกจินดา ความคิดเรื่องโลก
สิ่งที่เป็นอจินไตย ๔ อย่าง ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาคิด ผู้ที่คิดจะได้รับความลำบากโดยเปล่าประโยชน์ และนำมาซึ่งความทุกข์
อย่างแรกคือ พุทธวิสัย คือวิสัยของพระพุทธเจ้านั้น มีอานุภาพ มีอิทธิฤทธิ์ หรือไม่ มีพระสัพพัญญุตญาณอย่างไร ผู้ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ผู้ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าคิดอย่างไร ก็เข้าไปไม่ถึง
อย่างที่ ๒ คือ ฌานวิสัย วิสัยของผู้ที่ได้ฌานอภิญญา ผู้ที่ไม่ได้ฌานคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่า ทำไมผู้ที่ได้ฌานอภิญญาจึงสามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆ มีเหาะได้ หายตัวได้ ดำดินได้ เป็นต้น ผู้ที่ได้อภิญญาประเภทนั้นๆ เท่านั้นจึงจะรู้ได้
อย่างที่ ๓ กัมมวิบาก คือผลของกรรม คือคนธรรมดาๆ ย่อมไม่อาจรู้ว่า ผลของกรรมที่ตนได้รับอยู่ในปัจจุบันนี้มาจากกรรมอะไร ทำไว้แต่เมื่อใด คิดไปเท่าไรก็คิดไม่ออก ผู้ที่รู้ผลของกรรมได้อย่างถ่องแท้ต้องเป็นผู้ที่ระลึกชาติได้ จึงสามารถจะทราบได้ถูกต้องแท้จริงไม่ผิดพลาด หรือผู้มีบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ที่ระลึกชาติย้อนหลังได้ เพราะฉะนั้น ป่วยการคิดเรื่องผลของกรรมว่ามาจากกรรมไหน เกิดได้อย่างไร เป็นต้น
อย่างที่ ๔ โลกจินดา ความคิดเกี่ยวกับเรื่องโลก เช่น ใครสร้างมนุษย์ พระจันทร์-พระอาทิตย์ ใครสร้างภูเขา ต้นไม้ เป็นต้น คิดไปก็ไร้ประโยชน์เพราะไม่อาจจะรู้ได้
ด้วยเหตุนี้ อจินไตยทั้ง ๔ อย่างนี้ บางท่านอาจจะคิดว่าตนเองคิดแล้วรู้ได้ ซึ่งก็รู้ได้เพียงวิสัยของตนเท่านั้น พระอรหันต์ก็รู้เท่าวิสัยของพระอรหันต์ จะรู้เท่าความรู้ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ท่านจึงเตือนว่า สิ่งทั้ง ๔ นี้ไม่ควรคิด คิดไปอาจเป็นบ้า ลำบากโดยเปล่าประโยชน์ นำความทุกข์มาให้ ทั้งนี้เพราะท่านเหล่านั้นไม่ได้สั่งสมสติปัญญาบารมีความรู้มาเสมอด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งต้องสั่งสมอบรมมาอย่างน้อยถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์ทีเดียว

ConversionConversion EmoticonEmoticon